อายตนบรรพ

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
มหาสติปัฏฐานสูตร (สวดมนต์ฉบับหลวง)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อายตนะภายในและภายนอก ๖ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย คืออายตนะภายในและภายนอก ๖ ประการ อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(พึงเจริญสติพิจารณา หู-เสียง, จมูก-กลิ่น, ลิ้น-รส, กาย-โผฏฐัพพะ, และ ใจ-ธรรมารมณ์ ในนัยยะเดียวกัน)


ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ภายใน บ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ภายนอก บ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้น ในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมไป ในธรรมบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไป ในธรรมบ้าง

ก็หรือ สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า "ธรรมมีอยู่" เพียงเพื่อเป็นที่อาศัยระลึก เพียงเพื่อเป็นที่อาศัยรู้ เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยอยู่ด้วย ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลกด้วย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อายตนะภายในและภายนอก ๖ ประการ ด้วยประการฉะนี้แล.

วิเคราะห์ผ่านแว่นตาแห่ง "โกศล ๓"

อปายโกศล (ฉลาดในความเสื่อม)

รู้ชัดว่าเมื่ออายตนะภายในกระทบอายตนะภายนอก หากขาดสติ "สังโยชน์" ย่อมเกิดขึ้น การเห็นกระบวนการนี้ตามจริง คือความฉลาดที่รู้ว่าประตูสู่ความเสื่อมและกองทุกข์ได้เปิดออกที่รอยต่อนี้

อายโกศล (ฉลาดในความเจริญ)

เมื่อรู้ทันกิเลส ทรงสอนให้รู้ชัดถึงวิธีละสังโยชน์นั้น และรู้ชัดว่าทำอย่างไรมันจึงจะไม่เกิดขึ้นอีก การระลึกรู้เท่าทันและดับวงจรได้ คือความเจริญของจิต

อุปายโกศล (ฉลาดในอุบายวิธี)

อุบายแยบคายที่สุดคือการใช้สติเป็นเพียง "ที่อาศัยระลึกและรู้" โดยไม่เอาตัวตนไปยึดถือว่า "ฉันเป็นผู้เห็น" อุบายนี้ถอนรากตัณหาและทิฏฐิ ทำจิตให้เป็นอิสระ ไม่อิงอาศัยสิ่งใดในโลก